วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ตัวอย่างโครงงานวิทย์

            ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์                     โครงงานวิทยาศาสตร์   ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย   ประเภทชีวภาพ 
                     เรื่อง ความลับของน้ำซาวข้าว
          คณะผู้จัดทำ
     1. นางสาวกรองทอง  ใจแก้วแดง
     2. นางสาวน้ำหวาน     พยอม
     3. นางสาวภรณ์ทิพย์   ฮาวกันทะ
          อาจารย์ที่ปรึกษา   ม. สนธยา  ใจมั่น
          อาจารย์ที่ปรึกษาพิเศษ  คุณครู ชนัญญา  ใจมั่น

                                            โรงเรียนอรุโณทัย
               294 ถนนฉัตรไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52100
                 โทรศัพท์  054-217698  โทรสาร  054-318620

                                   บทคัดย่อ
          การทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของเกลือละลายน้ำซาวข้าว กับเกลือละลายน้ำ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2ตอนดังนี้ คือเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการดอง ด้วยเกลือละลายน้ำกับเกลือละลายน้ำซาวข้าว โดยเปลี่ยนวัตถุดิบ ซึ่งทำการทดลองอยู่ 3 ครั้ง เพื่อความแน่นอนในผลการทดลอง และในตอนที่ 2 ได้ทดลองเพื่อทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของเกลือที่แตกต่างกันใน การดอง ด้วยเกลือละลายน้ำซาวข้วกับเกลือละลายน้ำ โดยใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกัน
          ผลจากการทดลองในตอนที่ 1 พบว่าการดองวัตถุดิบในน้ำซาวข้าว คือ ผักกาดแก้ว , แตงกวา , ฝรั่ง มีความเป็นกรดมากกว่าน้ำเกลือ
          ผลการทดลองในตอนที่ 2 ได้ใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกันคือ ฝรั่ง ดองในเกลือละลายน้ำซาวข้าวกับเกลือละลายน้สะอาด โดยใช้ปริมาณเกลือที่แตกต่างกันดังนี้ คือ 75 กรัม 65 กรัม 55กรัม 45 กรัม 35 กรัม 25 กรัม 15 กรัม 5 กรัม และ 0 กรัม พบว่าในการดองที่ใช้เกลือในปริมาณ 45-35 กรัม จะให้ความเป็นกรดได้ดีกว่าเกลือปริมาณอื่น ๆ ซึ่งความเป็นกรดนี้จะช่วยให้วัตถุดิบนั้นมีรสชาดเปรี้ยว และไม่เกิดการเน่าของวัตถุดิบและการใช้เกลือในปริมาณนี้ ช่วยให้น้ำซาวข้าวไม่มีกลิ่นเหม็น

                              ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          ประชากรในภาคเหนือส่วนใหญ่นิยมบริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ก่อนที่จะนำข้าวไปทำให้สุกได้ จะต้องนำข้าวที่แช่ไว้มารินน้ำออกก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกขั้นตอนนี้ว่า "การซาวข้าว" และน้ำที่ได้จากการซาวข้าวเรียกว่า "น้ำซาวข้าว" และเมื่อได้น้ำซาวข้าวมาก็จะนำมาใช้ประโยชน์ในการรดน้ำต้นไม้ การล้างผักเพื่อช่วยลดสารเคมีที่ตกค้างในผัก ตลอดจนการหมักดองที่ช่วยในการรักษาสภาพของวัตถุดิบและทำให้วัตถุดิบมีรส เปรี้ยวและจากการที่ได้เห็นการดองฝรั่งของคนในหมู่บ้านจะเติมน้ำซาวข้าวลงไป ในไหดองด้วยหลังจากที่ดองเสร็จก็พบว่า ฝรั่งที่ดองมีรสเปรี้ยวขึ้นมาก ข้าพเจ้าจึงนำมาคุยและปรึกษากับเพื่อนในกลุ่มว่า การใส่น้ำซาวข้าวมีผลทำให้ฝรั่งมีรสเปรี้ยวจริงหรือไม่  แล้วจะต้องใช้ปริมาณเกลือเท่าใดจึงจะให้การดองด้วยน้ำซาวข้าวเกิดผลดีที่สุด จากข้อสงสัยต่างๆ เหล่านี้ กลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้คิดค้นการทำโครงงานนี้ขึ้นมา

                            ขอบเขตของการทำการศึกษาค้นคว้า
          1. ศึกษาเปรียบเทียบค่าความเป็นกรด-เบส ในการดองระหว่างเกลือละลายน้ำซาวข้าวและเกลือละลายน้ำ
          2. ศึกษาความสามารถในการดองโดยใช้เกลือในปริมาณต่าง ๆ ดังนี้ 0กรัม , 5 กรัม , 15 กรัม ,25 กรัม , 35 กรัม ,45 กรัม ,55 กรัม , 65 กรัม และ 75 กรัม ตามลำดับ
          3. ศึกษาการดองโดยใช้วัตถุดิบใน คือ ผักกาดแก้ว แตงกวา ฝรั่ง

                                     สมมุติฐานของการศึกษา
          ตอนที่ 1 วัตถุดิบทุกชนิดที่ดองด้วยน้ำซาวข้าวทิ้งไว้จะให้รสชาดเปรี้ยวกว่าน้ำเกลือ
          ตอนที่ 2 ปริมาณของเกลือที่ใช้ในการดอง  ถ้าเกลือลดลงจะมีผลทำให้วัตถุดิบที่ดองมีความเป็นกลางมากขึ้น

                                                 ตัวแปร
          ตัวแปรต้น
     ตอนที่ 1 : ฝรั่ง แตงกวา ผักกาดแก้ว
     ตอนที่ 2 : เกลือในปริมาณต่าง ๆ ดังนี้ 75 กรัม 65 กรัม 55 กรัม 45 กรัม 35 กรัม 25 กรัม 15 กรัม 5 กรัม และ 0 กรัมตามลำดับ
          ตัวแปรตาม  ค่า pH (ความเป็นกรด-เบส) ที่วัดได้ในแต่ละครั้ง
          ตัวแปรควบคุม
     ตอนที่1 : ปริมาณเกลือ ปริมาณน้ำซาวข้าว และปริมาณน้ำสะอาด
     ตอนที่ 2 : วัตถุดิบที่ใช้คือ ฝรั่ง ปริมาณน้ำซาวข้าว และปริมาณน้ำสะอาด

                                   อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
     1. วัสดุ
          1.1 น้ำสะอาด        1.2 ฝรั่ง                   1.3 น้ำซาวข้าว
          1.4 เกลือ              1.5 ผักกาดแก้ว        1.6 แตงกวา
     2. อุปกรณ์
          อุปกรณ์เตรียมวัสดุ 1. ตะกร้า     2. มีด
          อุปกรณ์ในการดอง  1.ขวดโหล        2  ใบ
                                       2. บีกเกอร์ ขนาด 600 มิลลิลิตร     2 ใบ
                                       3. แท่งแก้วคนสาร
                                       4. ตาชั่ง
                                       5. ช้อนตักสาร
     3. อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ
          1. เครื่องวัดค่า pH
          2. บีกเกอร์ ขนาด 50 มิลลิลิตร
     4. วิธีการทดลอง 
          1. ขั้นตอนการเตรียมวัสดุ
               1.1 นำผักกาดแก้ว แตงกวา ฝรั่ง มาล้างให้สะอาด
               1.2 นำผักกาดแก้ว แตงกวา ฝรั่ง ที่ล้างแล้วมาสะเด็ดน้ำให้แห้ง
               1.3 นำผักกาดแก้ว แตงกวา ฝรั่ง มาชั่งเตรียมไว้เป็นส่วน ๆ ละ0.5 กิโลกรัม สังเกตวลักษณะของ ผักกาดแก้ว แตงกวา และฝรั่ง
          2. ขั้นตอนการดอง แบ่งเป็น 2 ตอนดังนี้
               ตอนที่ 1 ศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่าเกลือละลายในน้ำสะอาด กับน้ำซาวข้าวโดยเปลี่ยนวัตถุดิบ
               1. นำผักกาดแก้ว แตงกวา และฝรั่ง 0.5 กิโลกรัม จัดเรียงในขวดโหล ซึ่งใบที่ 1 และ 2 คือผักกาดแก้ว ใบที่ 3 และ 4 คือแตงกวา ใบที่ 5 และ 6 คือฝรั่ง
                2. นำน้ำซาวข้าวมาละลายเกลือ 75 กรัม
                3. เทน้ำซาวข้าวในขั้นที่ 2 ลงในขวดโหลใบที่ 1, 3, 5 แล้วปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 1 สัปดาห์ สังเกตพร้อมบันทึกผลทุกวัน
                4. นำน้ำสะอาดมาละลายเกลือ 75 กรัม
                5. เทน้ำสะอาดในขั้นที่ 4 ลงในขวดโหลใบที่ 2 , 4 , 6 แล้วปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 1 สัปดาห์ สังเกตพร้อมบันทึกผลทุกวัน
                6. เมื่อครบ 1 สัปดาห์ นำน้ำดองของขวดโหลแต่ละใบ มาวัดค่า pH ด้วยเครื่องวัด pH แล้วบันทึกผล
                7. สังเกตผลที่ได้แล้ววัดค่า pH ของน้ำดองในขวดโหลแต่ละใบมาบันทึกผลเปรียบเทียบ
                ตอนที่ 2 ศึกษาความเป็นกรด-เบส โดยเปลี่ยนปริมาณเกลือครั้งละ 10 กรัม โดยใช้ฝรั่งเป็นตัวควบคุม
                1. น้ำซาวข้าว 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ละลายเกลือ 65 กรัม เตรียมไว้
                2. น้ำสะอาด 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ละลายเกลือ 65 กรัม เตรียมไว้
                3. นำฝรั่งที่จัดเตรียมไว้ 0.5 กิโลกรัม จัดเรียงในขวดโหลใบที่ 1
                4. นำฝรั่งที่จัดเตรียมไว้ 0.5 กิโลกรัม จัดเรียงในขวดโหลใบที่ 2
                5. นำน้ำซาวข้าวที่ละลายเกลือเตรียมไว้มาเทลงในขวดโหลใบที่ 1  ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ สังเกตพร้อมบันทึกทุกวัน
                6. นำน้ำสะอาดที่ละลายเกลือเตรียมไว้ในขั้นที่ 1 มาเทลงในขวดโหลใบที่ 2 ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 1 สัปดาห์ สังเกตพร้อมบันทึกทุกวัน
                7. เมื่อครบ 1 สัปดาห์ นำน้ำดองของขวดโหลแต่ละใบ มาวัดค่า pH แล้วบันทึกผล
                8. สังเกตผลที่ได้ แล้วนำค่า pH ของน้ำดองในขวดโหลทั้ง 2 ใบ มาเปรียบเทียบผล แล้วบันทึกผล
                9. ทำตามวิธีการจากข้อ 1-9 แต่ลดปริมาณเกลือครั้งละ 10 กรัม จนไม่ใช้เกลือเลยในการดองครั้งสุดท้าย
               10. นำผลที่ได้ในแต่ละครั้งมาเปรียบเทียบค่า pH เพื่อทดส่อบความเป็นกรด-เบส

                                           สรุปผลการทดลอง
          จากผลการทดลอง จะสรุปได้ว่า การดองด้วยเกลือละลายบน้ำซาวข้าว จะได้รสชาดเปรี้ยวกว่าการดองด้วยเกลือละลายน้สะอาด โดยไม่ต้องใส่สารเพิ่มรสชาติความเปรี้ยวลงไปในขณะดองอีก ซึ่งแม้เราจะเปลี่ยนวัตถุดิบ จากผักกาดแก้ว เป็น แตงกวาและฝรั่ง ผลที่ได้ น้ำซาวข้าวก็ยังให้ความเปรี้ยวกว่าน้ำสะอาดเสมอ และปริมาณเกลือที่เหมาะสมในการใช้ดองด้วยน้ำซาวข้าวให้เกิดรสชาติเปรี้ยวได้ ดีและเหมาะสมที่สุดในวัตถุดิบชนิดเดียวกันก็คือ ปริมาณเกลือ 45-35 กรัม โดยจะให้ค่าความเป็นกรดอยู่ที่ 3.70-3.76 ppm ถือว่าเป็นความเปรี้ยวที่เหมาะสม ซึ่งไม่เปรี้ยวเกินไปหรือจืดเกินไปที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการหมักดองจะมี เชื้อแบคทีเรียอยู่ซึ่งถ้าหากเราใส่เกลือมากเกินไปก็จะทำให้แบคทีเรียตายได้ แต่หากเกลือน้อยไปก็จะทำให้แบคทีเรียเหี่ยวดูไม่น่าทานหรืออาจติดเชื้อราได้ ดังนั้นเราจึงต้องหาปริมาณของเกลือที่เหมาะสมต่อการดอง
           นอกจากนี้การดองด้วยเกลือละลายน้ำซาวข้าวยังสามารถรักษาสภาพของวัตถุดิบให้ ดูเต่งตึงไม่เหี่ยวไม่ช้ำเหมือนการดองด้วยเกลือละลายน้ำสะอาดและไม่นิ่มหรือ แข็งจนเกินไป

                                        ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
          1.สามารถนำไปแก้ไขปัญหาการพบสารเคมีในของดองในชีวิตประจำวันได้
          2. สามารถนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาเผยแพร่ให้ผู้คนได้รู้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

                                                 ข้อเสนอแนะ
          1. เราอาจนำการทดลองนี้ไปใช้กับข้าวพันธ์อื่น ๆ ได้ตามสายพันธุ์ที่มีอยู่ในบ้านของคุณ
          2. เราอาจนำการทดลองนี้ไปใช้ในวัตถุดิบชนิดอื่น ๆ ได้ เช่น ดองกระท้อน ดองมะม่วง

####################################################
  (ขอบคุณข้อมูลจาก โรงเรียนอรุโณทัย จังหวัดลำปาง โครงงานวิทยศาสตร์   เรื่องความลับของน้ำซาวข้าว)

why why

โครงงานเศษเทียนผสมสมุนไพรไล่ยุง

ชื่อโครงงาน        เศษเทียนผสมสมุนไพรไล่ยุง
ผู้จัดทำ               นายกิตติศักดิ์ ญาณกาย
                           นางสาวอรวรรณ ภูทองแหลม
                           นางสาวอรสุดา พงษ์ละออ
ครูที่ปรึกษา        นางสุภาพรรณ ดาษถนิม
                           นางสุพรรณี ถนอมสงัด
ผลงาน               โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ปีการศึกษา 2549

จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
     1. เพื่อเป็นการนำเศษเทียนที่เหลือใช้แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
     2. เพื่อศึกษาว่าเศษเทียนผสมกับพืชสมุนไพรไล่ยุงได้
     3. เพื่อศึกษาชนิดของสมุนไพรกับการไล่ยุง

สมมติฐาน
     1. เศษเทียนผสมกับพืชสมุนไพรไล่ยุงได้
     2. เศษเทียนผสมใบตะไคร้หอมปั่นตากแห้ง สามารถไล่ยุงได้ดีกว่าเศษเทียนผสมเปลือกมะกรูดปั่นตากแห้งและเศษเทียนผสม เปลือกส้มปั่นตากแห้ง

ขอบเขตการศึกษา

     เศษเทียนที่หลอมเหลวแล้วผสมใบตะไคร้หอม ปั่นตากแห้ง เปลือกมะกรูดปั่นตากแห้ง และ เปลือกส้มปั่นตากแห้ง

อุปกรณ์ในการทดลอง
       1. ใบตะไคร้หอม เปลือกมะกรูด เปลือกส้ม ที่ปั่นให้ละเอียดแล้วนำไป ตากแห้ง
       2. เศษเทียน
       3. สีเทียน
       4. แก้ว
       5. ไส้เทียน ยาว 45 นิ้ว
       6. กระดาษที่รองก้นแก้ว สูง 45 นิ้ว
       7. ไม้ 8.เครื่องปั่นผลไม้
       9.บีกเกอร์ ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร
     10.บีกเกอร์ ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
     11.ชุดตะเกียงแอลกอฮอล์
     12.แท่งแก้วคนสาร
     13.เตารีด
     14.ไม้ขีดไฟ
     15.เครื่องชั่ง
     16.ตู้ ขนาดกว้าง 18 นิ้ว จำนวน 3 หลัง
     17.ยุง
     18.กระชอน
     19.ที่กรอง

ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง
ตัวแปรต้น เศษเทียน ใบตะไคร้หอมปั่นตากแห้ง เปลือกมะกรูดปั่นตากแห้ง เปลือกส้มปั่นตากแห้ง
ตัวแปรตาม ไล่ยุงได้
ตัวแปรควบคุม
     * เศษเทียนที่หลอมเหลวแล้ว 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
     * ใบตะไคร้หอมปั่นตากแห้ง 5,10 กรัม
     * เปลือกมะกรูดปั่นตากแห้ง 5,10 กรัม
     * เปลือกส้มปั่นตากแห้ง 5,10 กรัม
     * ตู้ขนาดกว้าง 18 นิ้ว ยาว 45 นิ้ว สูง 45 นิ้ว จำนวน 3 หลัง
     * ยุงในตู้จำนวนหลังละ 50 ตัว
     * ใช้เวลาในการทดลอง 30 นาที
     * สถานที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์โรงเรียนเทศบาล ๒

ผลการทดลอง
     1. เศษเทียนผสมใบตะไคร้หอมปั่นตากแห้งไล่ยุงได้ดีรองลงมาคือเศษเทียนผสมเปลือก มะกรูดปั่นตากแห้งและเศษเทียนผสมเปลือกส้มปั่นตากแห้ง( ไม่กรองกากสมุนไพร )
     2. เศษเทียนผสมใบตะไคร้หอมปั่นตากแห้งไล่ยุงได้ดีที่สุดรองลงมาคือเศษเทียนผสม เปลือกมะกรูดปั่นตากแห้งและเศษเทียนผสมเปลือกส้มปั่นตากแห้ง แห้ง ตามลำดับ และพบว่ายุงตายด้วย
( กรองกากสมุนไพรออก)

สรุปผลการทดลอง

     * จะเห็นว่าเศษเทียนผสมใบตะไคร้-หอมปั่นตากแห้งไล่ยุง ได้ดีที่สุดรองลงมาคือเศษเทียนผสมเปลือกมะกรูดปั่น ตากแห้งและเศษเทียนผสมเปลือกส้มปั่นตากแห้ง ตามลำดับ และพบว่ายุงตายด้วย( กรองกากสมุนไพรออก)
     * เศษเทียนที่เหลือใช้แล้วสามารถนำมาผสมกับสมุนไพรให้เกิดประโยชน์ได้
     * ทำให้ทราบชนิดของสมุนไพรสามารถไล่ยุงได้

ข้อเสนอแนะการทดลอง
     1. เมื่อผสมสีเทียนอาจได้ไม่ตรงตามต้องการ เช่น ผสมสีฟ้าได้เป็นสีฟ้าอมเขียว เพราะเศษเทียนมีสีเหลืองจึงทำให้สีคลาดเคลื่อน

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ด้านการศึกษา
     1. ทำให้ทราบประโยชน์ของเศษเทียนที่เหลือใช้แล้ว
     2. ทำให้ทราบว่าเศษเทียนสามารถผสมกับพืชสมุนไพรไล่ยุงได้
     3. ทำให้ได้ทราบว่าชนิดของสมุนไพรสามารถไล่ยุงได้
ด้านเศรษฐกิจ
     สามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปจำหน่ายเป็นการเสริมรายได้แก่ครอบครัว

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แม่ไม้มวยไทย

1. สลับฟันปลา







2. ปักษาแหวกรัง






3. ชวาซัดหอก






4. อิเหนาแทงกริช






5. ยอเขาพระสุเมรุ







6. ตาเถรค้ำฟัก







7. มอญยันหลัก







8. ปักลูกทอย







9. จระเข้ฟาดหาง







10. หักงวงไอยรา







11. นาคาบิดหาง







12. วิรุฬหกกลับ







13. ดับชวาลา









14. ขุนยักษ์จับลิง







15. หักคอเอราวัณ



ขอขอบคุณ คุณอัครวัฒน์ ไพบูลย์วรเดช

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ผู้หญิงนะค่ะ

ขาว...ใส แบบไม่เจ็บตัว
กระแสเกาหลีฟีเวอร์มีอิทธิพลกับสาวไทยเราจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องแฟชั่นการแต่งตัว ทรงผม และก็ผิวขาว หน้าใส อมชมพู สุขภาพดี แบบสาวเกาหลีนี่แหละ ไม่ว่าสาวๆ วัยไหน ก็ต้องการกันทั้งนั้น ยิ่งอะไรที่สามารถทำผิวพรรณดูขาวใส และคงความสาวให้อยู่กับตัวคุณได้นานเท่าไหร่ ก็ต้องรีบคว้ามาบำรุงผิว มีครีมและเครื่องสำอางล้นโต๊ะเครื่องแป้งจนไม่รู้จะใช้ยี่ห้อไหนดี หรือสาวๆหลายคนอาจเลือกเดินทางลัด ฉีดปุ๊บขาวปั๊บที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรงในโลกไซเบอร์ ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ และอันตรายถึงชีวิตได้
กว่าจะสวย ขาวใส ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผู้หญิง 1 คน มีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากกว่า 3 ชิ้น อย่างน้อยก็ต้องมี เดย์ครีม ไนท์ครีม และอายครีม ไว้บนโต๊ะเครื่องสำอาง สำหรับบำรุงผิวหน้า นี้ยังไม่นับรวมเซรั่ม สเปรย์น้ำแร่ มาส์ก ไวท์เทนนิ่ง และ ครีมกันแดด การประโคมครีมบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ออกมามากมายหลายขนาน แทนที่จะช่วยให้ขาวขึ้น หรือนุ่มนวลขึ้น กลับจะทำให้เกิดผื่นแดง ผิวลอก และอาการคันได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบาง ทั้งยังทำให้ผิวคุณเหนื่อยล้าและซีดเซียวไม่คุ้มค่ากันเลย
อยากขาวเร็วๆ ฉีดผิวขาวเลยดีไหมเป็นคำถามอยู่ในใจสาวๆ หลายคนที่อยากมีผิวขาวรวดเร็วทันใจ และมีการโฆษณาเชิญชวนมากมายในอินเตอร์เน็ต โดยไม่มีการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาเชิญชวนว่าขาวจริง ฉีดบุ๊ปขาวบั๊ป ทำให้สาวๆ หลายคนตาโต หลวมตัวเข้าไปใช้บริการตามคลินิกหรือศูนย์ความงาม ซึ่งทาง อย.ยังไม่เคยอนุญาตให้ใช้ฉีด และไม่อนุญาตให้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เพียงอนุญาตให้ใช้ในรูปแบบ กรดอะมิโน ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ไม่เคยอนุญาตให้เป็นยาเดี่ยวหรือยาฉีดเข้าร่างกายแต่อย่างใด นอกจากจะไม่ปลอดภัยแล้ว ยังเสียค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องฉีดติดต่อกันหลายครั้งและต่อเนื่อง โดยปกติแพทย์จะใช้สารกลูต้าไธโอนเพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยจะใช้ในปริมาณเพียง 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง แต่กลุ่มคลินิกเสริมความงามได้นำมาใช้เป็นสารผสมกับวิตามินซี เพื่อฉีดให้ผิวขาวขึ้น โดยจะใช้สารกลูต้าไธโอนสูงถึง 600-1,000 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดดำโดยตรง ซึ่งมากกว่าปกติ 3-5 เท่า การฉีดด้วยกลูต้าโธโอนเพื่อให้ผิวขาวนอกจากจะทำเจ็บตัวแล้ว อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงหรือช็อกเสียชีวิต         
ขาว...ใสแบบปลอดภัย กับกลูต้าไธโอนในรูปแบบใหม่อีกทางหนึ่งสำหรับสาว ๆ กับเส้นทางสู่ผิวขาวกระจ่างใส พร้อมลดเลือนริ้วรอยให้จางหาย แบบปลอดภัย และไม่เจ็บตัว ด้วยนวัตกรรมล่าสุดจากมีผู้คิดค้น เซรั่มกลูต้าไธโอนในรูปแบบของกรดอะมิโน ที่ใครๆ ก็สามารถมีผิวหน้า ที่ขาวกระจ่างใสได้ อย่างปลอดภัย ด้วยสูตรเฉพาะ Gluta Nano Solution (กลูต้า นาโน โซลูชั่น) โดยรวมสารต้านอนุมูลอิสระและสาร Whitening ที่ทรงประสิทธิภาพ ได้แก่ Glutathione , Natural Arbutin และ Vitamin C ในการช่วยปรับสภาพผิวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเข้ายับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ตัวสำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินในผิว สาเหตุของสีผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ Triple Complex จึงพร้อมเพิ่มสารอาหารบำรุงเซลล์ผิว Bio Serum , Hyaluronic acid และกรดอะมิโนนานาชนิด ที่จำเป็นต่อเซลล์ผิว ช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มไม่แห้งกร้าน จึงช่วยลดริ้วรอยร่องลึกให้ตื้นขึ้นและจางลงอย่างเห็นได้ชัด เนื้อเซรั่มที่บางเบา มีอนุภาคที่เล็กมาก จึงซึมซาบเข้าสู่ชั้นเซลล์ผิวได้อย่างล้ำลึก อ่อนโยน เหมาะสำหรับทุกสภาพผิวและผิวที่แพ้ง่ายโดยที่สาวๆ ไม่ต้องประโคมครีมหรือเครื่องสำอางให้มากชิ้นให้ผิวเหนื่อยเปล่า
4 กฎเหล็ก ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว ใส อมชมพู1.  สินค้าต้องมีชื่อผลิตภัณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่บอกเพียงว่าครีมหน้าขาว อมชมพู อย่างเดียว
2.  มีระบุวันที่ผลิต และหมดอายุ
3.  มีระบุปริมาณ ส่วนผสม และวิธีใช้ อย่างละเอียด
4.  มีแหล่งที่มา แหล่งผลิต เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เพื่อสืบหาต้นตอได้เมื่อเกิดปัญหาหลังการใช้งาน

ที่สำคัญคุณสาวๆ ควรทำใจด้วยว่า ไม่มีครีมใดที่จะสามารถเปลี่ยนสีผิวได้อย่างถาวร เพียงแต่ช่วยให้ดีขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่สาวๆ อย่างเราก็อยากสวย หน้าขาวใส ไร้ริ้วรอย อย่างไรก็ดีจะสวยทั้งที ก็ต้องสวยอย่างปลอดภัยด้วยนะค่ะ

ข้อมูลดีๆจาก โปรวาเมด กลูต้า คอมเพล็กซ์ ไบโอ เซรั่ม

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การป้องกันการติดเชื่อ เอชไอวี

       วิธีการป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์    ที่ดีที่สุดคือการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อกการฉีดยาเสพติดเข้าเส้น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะสามารถลดการเกิดอัตราติดเชื้อเหมือนที่ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการให้ใช้ถุงยาง 100 % เนื่องจากยังไม่มีการรักษาหรือวัคซีนที่ป้องกันโรคดังนั้นทุกคนจะต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรค
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV 
สมัยก่อนผู้ที่ติดเชื้อมักจะเป็นพวกรักร่วมเพศ หรือฉีดยาเสพติดเข้าเส้น ปัจจุบันพบว่าการติดเชื้อHIV พบได้ใน วัยรุ่น คนทำงาน ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่น แม่บ้าน คือสามารถพบได้ทั่วๆไป ดังนั้นทุกคนเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV หากไม่ป้องกันหรือประมาท โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การป้องกันการติดเชื้อ HIV จากเพศสัมพันธ์
การติดเชื้อ HIV จะสามารถติดต่อทางเยื่อเมือก (mucous membranes)เช่น ปลายอวัยวะเพศชาย ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หากเยื่อเมือกเหล่านี้ได้รับเชื้อ HIV จาก น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นของทั้งหญิงและชาย เลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • วิธีป้องกันที่ได้ผลมากที่สุดแต่ทำยากที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • ป้องกันตัวเองทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางที่ทำจากยาง latex condom หรือ dental dam หากแพ้ยาง latex ให้ใช้ชนิด polyurethane condoms นอกจากการเลือกใช้ชนิดของถุงยางแล้ว ต้องเรียนรู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่เป็นไขมันเพราะจะทำให้ถุงยางรั่ว
กิจกรรมอะไรที่เสี่ยงและไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV
  • การช่วยตัวเอง การกอดรัดเล้าโลม การจูบ พวกนี้มีโอกาสการติดเชื้อต่ำ
  • การมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางทวารและช่องคลอดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปากก็มีความเสี่ยง ดังนั้นต้องใส่ถุงยางป้องกัน
การป้องกันการติดเชื้อสำหรับผู้ที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น
เชื้อ HIV สามารถติดต่อผ่านทางเข็มฉีดยาที่ใช้ร่วมกัน เข็มดังกล่าวจะปนเปื้อนเลือด ดังนั้นวิธีป้องกันการติดเชื้อทำได้ดังนี้
  • หยุดยาเสพติดและเข้ารับการบำบัดเพื่อหยุดยาเสพติด
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ให้ใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง
  • สำหรับผู้ที่ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เข็มร่วมกัน ก็ให้ล้างเข็มให้สะอาดด้วยน้ำโดยการฉีดล้างกระบอกฉีดยา และแช่เข็มในน้ำยาฆ่าเชื้อ 1 นาที
      การป้องกันการติดเชื้อ HIV ในคนท้อง
             เด็กที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV สามารถรับเชื้อจากแม่ขณะตั้งครรภ์ และการคลอด ปัจจุบันหากทราบว่าคนท้องมีเชื้อ HIV สามารถให้ยา AZT ซึ่งสามารถลดอัตราการติดเชื้อลง
การป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสโรค
ทางการแพทย์มีประสบการณ์เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังสัมผัสโรคโดยศึกษาในเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขที่ถูกเข็มตำ พบว่าหากให้ AZT หลังถูกเข็มตำจะสามารถลดอุบัติการณ์ลงได้ร้อยละ 80 จากความรู้นี้สามารถนำมาใช้กับการสัมผัสโรคHIVโดยทางเพศสัมพันธ์ ก็น่าจะให้ยาป้องกันได้ การป้องกันดีที่สุดคือไม่มีเพศสัมพันธ์ การใส่ถุงยาง การมีเพศสัมพันธ์แบบ safer sexual practices หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยง สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกันไม่ว่าทางทวารหรือทางปกติ oral sex กับผู้ที่ติดเชื้อ HIV หรือกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้ที่ติดยาเสพติด รักร่วมเพศ ควรจะได้รับยาป้องกันภายใน 3 วันหลังสัมผัส และหากท่านทราบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV และไปร่วมเพศกับคนที่ไม่ได้ติดเชื้อท่านต้องแจ้งให้คู่ขาทราบภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อที่คู่ขาจะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อ HIV
การบริจาคเลือด
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ห้ามบริจาคเลือดโดยเด็ดขาด

ขอขอบคุณ Siamhealth.net

ปัญหายาเสพติดของวัยรุ่น

                  ยาเสพติดเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังและอย่างจริงใจ ของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าท่านเป็นวัยรุ่นที่เลือกหัวข้อนี้ขอบอกทันทีเลยว่า ท่านคือส่วนที่ สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาไม่มีใครที่ติดยาเสพติดโดยที่ตนเองไม่ยินยอมที่จะ เสพ เพราะฉะนั้นคำว่า ไม่เริ่ม...ไม่ต้องเลิก ท่านต้องจำ 5 คำนี้ให้ดี คาถาปัองกันปัญหายาเสพติด
ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า ยาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นท่านต้องหัดปฏิเสธ ท่านต้องเจ้าเล่ห์เพทุบาย  ในการหลบหลีกเลี่ยง การลองยาเสพติด ที่เพื่อนรักของท่านนำมาให้หรือชักจูงท่าน  ด้วยเหตุผล ต่างๆ นาๆ ท่านสามารถ ที่จะบอกว่าท่านมีอาการแพ้สิ่งนั้นอย่างรุนแรง  ท่านมีปอดและระบบ ทางเดินหายใจไม่ดี เสพที่ใด ไอจามทุกที นอนไม่หลับ สารพัดเหตุผลที่ท่านสามารถนำขึ้นมาพูด
กับเพื่อนที่แสนที่จะไม่หวังดีต่อท่าน ถ้าท่านตั้งมั่นในดวงใจอยู่เสมอว่าชั่วชีวิตนี้ท่านจะม่ยอม  ติดยาเสพติดเป็นอันขาด
                  ในโลกนี้มีสิ่งที่งดงามสนุกสนานอีกมากมาย ที่ท่านสามารถกระทำได้ โดยไม่ก่อให้เกิด การบั่นทอน สุขภาพร่างกาย และจิตใจของท่าน ท่านทราบดีอยู่แล้วถึงพิษภัยของของยาเสพติด เอ๊ะแล้วทำไมเพื่อนรักของท่านมาชวนท่านเสพยาเสพติด เพื่อนหวังดีกับท่านจริงหรือเพื่อนมี อะไรซ่อนเร้นอยู่ในใจหรือเปล่า เพื่อนเป็นตัวอย่างที่ดีที่ท่านควรทำตามหรือไม่ เพื่อนอยู่ในวงจร อุบาทว์ ที่ท่านควรคิดช่วยเขา แทนที่เพื่อนจะมาชวนท่านเสพ แล้วฉุดท่านเข้าไปอยู่ในวงจร
อุบาทว์นั้นด้วย มันถูกต้องหรือนี่ การเล่นกีฬา เล่นดนตรี ร้องรำทำเพลง เที่ยวเตร่เพื่อความ   สนุกสนาน วาดรูป เล่นเกมส์ต่างๆ ท่องเที่ยวไปในโลกของอินเตอร์เนตในคอมพิวเตอร์ และ กิจกรรมอีกมากมาย ที่จะนำ ความสุขมาสู่ตัวท่าน ท่านต้องรักตัวท่าน ท่านต้องไม่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่หรือผู้ปกครองของท่านเสียใจ โปรดเชื่อเถิดว่า เสพยาเสพติดไม่นานเกิน 1 ปีหรอก ร่างกายของท่านจะตกอยู่ ในสภาพที่ย่ำแย่ การบำบัดรักษาให้เลิกยาเสพติด เป็นไปด้วยความยาก ลำบาก ถ้าท่านอยู่ในภาวะที่เศร้าโศกเสียใจ และ ยังแก้ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้ ยาเสพติด ไม่ใช่  วิธีแก้ปัญหาของท่านอย่างแน่นอน ขอให้คิดให้ดีและขอ ให้ท่านโชคดีแก้ปัญหาให้ได้
ขอขอบคุณ แผนกวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคนิคยโสธร

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วัยรุ่นกับอินเตอร์เน็ต


              วัยรุ่นกับอินเตอร์เน็ต     ปัจจุบันนี้ อินเตอร์เน็ตถือว่ามีบทบาทสำคัญมากกับวัยรุ่นไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลเพื่อประกอบการศึกษา หรือแม้แต่การได้รับข่าวสารทั่วไป  แต่โดยเฉพาะในตอนนี้ วัยรุ่นหันมาใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น จนกลายเป็นว่าอินเตอร์เน็ตมาครอบงำจนบางคนติดมันไปแล้ว และใช้อินเตอร์เน็ตไปในทางที่ไม่ดี เช่น การเปิดเว็บโป๊  สื่อลามก อนาจารทั้งหลาย ก็ล้วนมาจากสื่อทางอินเตอร์เน็ตทั้งนั้น และการแชทก็เป็นปัญหาหนึ่งที่มีบทบาทกับวัยรุ่นอย่างรุนเเรงมาก เด็กบางคนติดแชทจนไม่ยอมเรียนหนังสือ จนส่งผลกระทบต่อการเรียนและเป็นปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย อย่างปัญหาการล่อลวง ปัญหาการข่มขืน  เพราะมาจากการแชทนี้เอง  และการโชว์เรือนร่างผ่านกล้องเว็บแคม  นับวันวัยรุ่นไทยจะมีความกล้าในทางที่ไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้เด็กมีความก้าวร้าวและทำตัวไม่เหมาะสม  ดังนั้น  ทางครอบครัวควรมีมาตราการในการดูแล  และปกป้อง  ไม่ให้เด็กเหล่านี้แสดงพฤติกรรมแปลกๆ  ควรมีการแนะนำและตักเตือน  ว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร 
เป็นการป้องกันเด็กไม่ให้ออกนอกกรอบเกินไป

ขอขอบคุณ www.dek-d.com

คุณสามารถอ่านต่อได้ที่  www.dek-d.com/board/view.php?id=1586273#ixzz16xg0owkv