วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

* M.D.Yukari-Chan (นางมารยูคาริ) PRESENTS *

You'll always be my hero, even though you've lost your mind.
Because I love the way you lie./ Love the way you lie Part II
ฉันมองนายเป็นเทพประจำใจเสมอ ตลอดมาและจะตลอดไป
ไม่แคร์หรอกว่านายจะบ้าเลือดดีเดือดสักแค่ไหน
เพราะถึงไงฉันก็ยินดีสยบหัวใจให้การตอแหลของนาย


ประกาศเตือน กรุณาอ่านก่อนนะคะ :: เรื่องนี้เป็นนิยายคู่ อลิซ&แทน
ที่เพนเคยแต่งค้างไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เอากลับมารีไรท์ (แต่ง) ใหม่
ทั้งหมดค่ะ ค่อนข้างแรงเอาเรื่องทีเดียว ใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ :)

 


 
แต่งสดค่ะ : จะลงให้จบใน 1-2 เดือนนี้ นะคะ
ใครเคยอ่านไม่ทันแอด Fav. หรือทิ้งเมลล์ไว้นะคะ
นิยายใกล้จบเพนจะได้เแจ้งล่วงหน้าให้ค่ะ ^____^
[สงครามที่รุนแรงย่อมต้องเกิดเหตุการณ์นองเลือดเป็นธรรมดา]/
            ฉันลืมตาขึ้นมารับเช้าวันใหม่ด้วยอาการไม่สู้ดีนัก -- หัวปวดจนได้ยินเสียงมันเต้นตุบในจังหวะแห่งความทรมาณสุดขีด -- ก่อนที่ฉันจะเลื่อนมือลงไปกุมบริเวณท้องน้อย เพราะกำลังรู้สึกว่ามันปวดหน่วงๆ เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายฉันกันนะ --
?
ฉันเลื่อนแขนแทนออกไปให้พ้นจากร่างของตัวเองก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง -- ฉันไม่แน่ใจนักว่าเมื่อคืนฉันหลับไปตอนไหน ยังไง บางทีฉันอาจจะเจ็บร้าวจนเกินทนเลยสลบไป หรืออาจร้องไห้หนักจนเพลียแล้ววูบหลับไปล่ะมั้ง
แต่เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าในตอนนี้ก็คือ ฉันไม่เหลือเสื้อผ้าติดกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และแทบจะร้องกรี๊ดออกมา เมื่อกวาดสายตาไปรอบพื้นข้างเตียงแล้วเห็นเสื้อผ้าตัวเองนอนระเกะระกะปนมั่วไปกับเสื้อผ้าของแทนในสภาพทนดูไม่ได้ -- ร่างฉันสั่นเทิ้มไปหมด -- ฉันดึงผ้าห่มออกจากตัว ก่อนจะเหวี่ยงขาอันเปล่าเปลือยลงจากเตียงเพื่อลงไปควานหาเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาสวม -- ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่พุ่งเข้าบาดผิวกายซึ่งล่อนจ้อนเปลือยเปล่าของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกหนาวเยือกจนขนลุก -- วินาทีนั้นเอง ขณะที่ฉันกำลังจะหยิบบราขึ้นมาสวม สายตาฉันซึ่งบังเอิญปรายไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างบนเตียงก็ทำให้ฉันถึงกับแข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดฮวบลงกับพื้น
ผ้าปูที่นอนที่เคยเป็นสีขาวบริสุทธิ์ตอนนี้โชกชุ่มไปด้วยเลือดสดๆ ! สัญชาติญาณบางอย่างในกายกระซิบบอกฉันแว่วๆ ว่า นั่นคือเลือดของฉันเอง - ฉันสั่นกลัวจนแทบอยากจะกลั้นใจตายให้ได้ ความรู้สึกที่ว่าฉันได้กลายสภาพเป็นผู้หญิงสกปรกไปแล้วพาเอาน้ำตาฉันไหลหลั่งออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ - โลกวันเดอร์แลนด์ของฉัน ตอนนี้มืดมนและดับวูบลงในชั่วพริบตา - คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของฉันพร้อมกันเป็นล้านในห้วงเวลาแค่เสี้ยววินาที ตอนนี้ฉันไม่รู้แล้วว่าควรจัดการตัวเองก่อนหลังยังไงดี จึงได้แต่นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นขี้ผึ้ง และสะอื้นไร้เสียงราวกับกำลังจะสิ้นใจ
ขณะที่ฉันกำลังนั่งจมอยู่กับความสิ้นหวังนั่นเอง คำถามหนึ่งก็พลันลอยขึ้นมาในหัว
            เมื่อคืนแทนไม่ได้ป้องกันตัวเองเลย -- แล้วถ้าเกิดฉันท้องขึ้นมาล่ะ ?!!
พอคิดถึงปัญหาข้อนี้แล้ว - พอนึกเห็นภาพตัวเองต้องทิ้งโรงเรียนออกมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก อาชีพก็ไม่มี เงินก็ไม่รู้จะไปดิ้นรนหามาจากไหน ถูกเพื่อนๆ หัวเราะเยาะ สังคมไม่ยอมรับ และถูกที่บ้านบอยคอต - กะโหลกของฉันรู้สึกมึนชาราวกับถูกบีบด้วยเครื่องทรมาณของชาวฝรั่งเศสในยุคกลาง
ฉันกลายเป็นผู้หญิงใจแตกไปแล้ว! ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนฉันเคยตั้งแง่รังเกียจคนที่มีพฤติกรรมไปในทำนองนี้
โอ๊ย จะทำยังไงดี ? - ฉันมันแย่ แย่ แย่! ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่! เคยดูถูกคนอื่นว่าไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แล้วฉันน่ะดีกว่าพวกนั้นตรงไหน?!
แต่ ---
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อคืนฉันไม่สามารถควบคุมทุกอย่างไม่ให้เกิดขึ้นได้เลย -- แทนเมาหนัก -- ส่วนฉันก็ตั้งรับเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ถูก -- แต่โอ๊ย! ถ้าจะอ้างเหตุผลแบบนี้ มันก็เหมือนเป็นการแก้ตัวนั่นแหละ -- ยังไงความจริงมันก็คงหนีไม่พ้นว่าฉันโง่เอง -- ฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าตัวเองโง่เง่ายิ่งกว่าพวกชิงสุกก่อนห่ามที่ฉันเคยดูถูกด้วยซ้ำ -- ฉันเรียนเก่ง สอบได้อันดับต้นๆ ของสายชั้น แต่กลับไร้เดียงสากับเรื่องพวกนี้ แถมยังไม่รู้จักวิธีป้องกันอะไรเลย --
ตอนนี้ความคิดในหัวของฉันกำลังตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ทว่าก่อนที่ฉันจะทันได้เป็นบ้าเสียสติเพราะความคิดของตัวเอง ซาตานในคราบเทพบุตรของฉันก็งัวเงียตื่นขึ้นในที่สุด
แทนลืมตาตื่น พร้อมกับหันหน้าหล่อสะกดสายตามาทางฉัน -- สัญชาตญาณพาให้ฉันคว้ามือออกไปดึงเอาผ้าห่มผืนบางที่คลุมตัวแทนอยู่มาพันรอบตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อกันไม่ให้โป๊เปลือยต่อหน้าเขา -- แทนที่ใส่แค่บ็อกเซอร์ตัวเดียวยกมือขึ้นขยี้ตาไปมา ตอนนี้เขายังไม่เห็นฉัน -- เวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่ง เมื่อเขาเกิดความรู้สึกว่าในห้องไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ตาเรียวคมของเขาก็เบิกโตขึ้นราวกับเห็นสัตว์ประหลาดกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า แทนมีสีหน้าตกใจแทบสิ้นสติทันทีที่เห็นฉัน
"เฮ้ย! ธะ -- เธอเข้ามาทำอะไรในห้องฉัน"
"--!!" คำพูดที่หลุดผ่านริมฝีปากของแทนเล่นเอาฉันช็อกในทันที และจุกจนพูดไม่ออก – สีหน้าของแทนฉายชัดว่าเขาจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยแม้แต่นิด แทนนิ่งไปนานเลยทีเดียว หมอนั่นได้แต่จ้องฉันตาค้าง ราวกับเขาเห็นฉันเป็นแม่มดหรือผี -- ฉันอึดอัดจนอยากจะเปล่งเสียงพูดอะไรออกมาบ้าง แต่ก็พูดไม่ออก - ความเจ็บปวดจากการที่แทนจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ ราวกับมีค้อนขนาดใหญ่หน่วงอยู่ภายในคอหอยของฉัน รู้สึกทรมาณจนแม้แต่พยายามจะกลืนน้ำลายก็ยังทำไม่ได้ -- ตอนนี้ฉันรู้สึกแย่ยิ่งกว่าโดนแทนกระโจนเข้ามาตบหน้าแรงๆ สักร้อยทีด้วยซ้ำ
เมื่อคืนเขาทำร้ายฉัน แต่เขากลับจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวของเหตุการณ์ งั้นเหรอ --?
"อ้าวเฮ้ย!" แทนร้องเสียงหลงขึ้นทันควัน ร่างเพรียวบางแต่แฝงความแข็งแกร่งของเขาแทบสะดุ้งโหยง เมื่อเขาปรายสายตาไปปะทะเข้ากับคราบเลือดแดงเถือกที่เด่นหราอยู่บนผ้าปูที่นอน -- อ่านจากสีหน้าของเขาตอนนี้ ฉันเดาเอาว่า ประสบการณ์ความเคยที่ผ่านมาของแทนคงทำให้เขามองออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นสีหน้าของเขาแล้ว หัวใจที่กำลังเต้นแรงในอกฉันก็แทบเต้นไม่ถูกจังหวะ
แทนผุดลุกจากเตียง กระโจนลงไปรื้อค้นลิ้นชักข้างเตียงอย่างรวดเร็ว มีข้าวของจุกจิกมากมายที่เขากระชากมันออกมาและเหวี่ยงลงพื้น ทั้งปากกา กระเป๋าตังค์ นาฬิกา ซิมการ์ดมือถือ จนวินาทีที่เขาคุ้ยเจอสิ่งที่ต้องการเข้าถึงได้หยุดขว้างปาข้าวของ -- แทนหยิบกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ หน้าตาเหมือนกล่องยาออกมาจากลิ้นชัก จากนั้นแทนตรงดิ่งเข้ามากระชากแขนฉันเพื่อดึงร่างฉันขึ้นจากพื้นและพาเดินออกไปนอกห้องนอน โดยไม่พูดไม่จากอะไรสักคำ - มือของเขาเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง และไหล่ที่ชื้นเหงื่อนิดหน่อยซึ่งฉันเห็นจากด้านหลังกำลังสั่นเทิ้มเป็นว่าเล่น
"แทน! ฉันเจ็บนะ! นายจะพาฉันไปไหน --" ฉันอดร้องขึ้นมาไม่ได้ เพราะเขาบีบแขนฉันแรงมากจนกระดูกแทบหัก -- หน้าแทนตอนนี้แดงจัด บ่งบอกว่าเลือดในกายของเขากำลังเดือดถึงขีดสุด ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องโกรธถึงขนาดนี้ด้วย
"เจ็บก็ตามมาเร็วๆ !" คนใจร้ายดุฉันเสียงเข้มโดยไม่ได้หันหน้ากลับมามองฉันด้วยซ้ำ ฝ่ามือแข็งแกร่งของเขาที่ขยี้ลงมาบนข้อแขนฉันแบบไม่ยั้งเล่นเอาฉันเจ็บจนน้ำตาเล็ด
"แทน -- โอ๊ย!!" ฉันอดร้องออกมาไม่ได้ ปวดร้าวจนเข่าแทบอ่อนยวบเลยทีเดียว
ให้ตายเหอะ! แทนลากฉันลงบันไดอย่างรวดเร็ว ชนิดที่ว่าเขาไม่สนเลยว่าฉันจะเหยียบพื้นพลาดจนตกบันไดคอหักตายหรือเปล่า แถมตอนนี้ฉันยังอยู่ในสภาพมีแค่ผ้าห่มผืนเดียวห่อร่างอยู่และมือข้างหนึ่งต้องหนีบชายของมันเอาไว้ตลอดเวลาเพื่อกันไม่ให้มันเลื่อนหลุด
ท่อนแขนที่ถูกแทนกระชากลากดึง ตอนนี้รู้สึกเจ็บร้อนราวกับถูกตีด้วยท่อนเหล็กเผาไฟ กระดูกปลายแขนของฉันปวดไปทั้งแถบ - ร่องรอยจากการถูกแทนทำร้ายเมื่อคืนก็ยังปวดระบมไม่หายเลยด้วยซ้ำ
ให้ตายเหอะไอ้คนใจมารจอมโฉด นายใจร้ายเกินไปแล้วนะ!!!
แทนลากฉันลงบันไดและลากถูพาเข้ามาในห้องครัวจนได้ - หมอนั่นคาบกล่องยาไว้ในปาก ก่อนเอื้อมมือไปหยิบแก้วเปล่าใบหนึ่งจากหลังตู้เย็น มือที่สั่นยิกๆ ของเขากดน้ำใส่แก้วจนเต็มล้น -- แทนปล่อยฉันเป็นอิสระในที่สุด เขาวางแก้วลงบนเคาเตอร์ครัวข้างๆ ตู้เย็น รีบฉีกกระชากกล้องยาจนขาดวิ่น เศษกระดาษปลิวร่อนลงพื้น แทนแกะยาเม็ดหนึ่งออกจากแผงซึ่งมียาอยู่แค่สองเม็ด ก่อนหันมาเล่นงานฉันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เอ้า กินซะ" แทนสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับส่งยาเม็ดเล็กๆ และแก้วน้ำมาตรงหน้าฉัน
คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความรู้สึกงุนงง "อะไรเหรอ --?" ฉันเอ่ยถามเขาเสียงเบาอย่างซื่อๆ
สีหน้าของแทนดูชะงักเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็ยินดีตอบฉันเสียงห้วนสะบัดว่า "ยาคุมฉุกเฉินไง"
"--!!" หัวฉันหมุนติ้วในทันที
ฉันถึงกับอึ้ง ปากอ้าค้าง พูดอะไรไม่ออก -- ยาคุมฉุกเฉินงั้นเหรอ ?!!
แทนทำให้ฉันโกรธจนขาดสติ - เขามีไอ้ของต่ำๆ พรรค์นี้อยู่ในบ้านได้ยังไง ?! แทนคงไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นระหว่างเราเลยซื้อมากันไว้เผื่อพลาดแน่ๆ ไม่มีทาง! งั้นก็แสดงว่าเขาต้องเคยผ่านผู้หญิงมาเยอะแล้วล่ะสิ แต่กี่คนกันล่ะ?! เขาเก็บความผิดพลาดครั้งก่อนๆ เป็นประสบการณ์มาตั้งเท่าไหร่แล้ว?! และก่อนหน้าฉัน เขาเคยยื่น 'ไอ้นี่!ให้ผู้หญิงมากี่คนแล้ว!?
ยาเม็ดกลมๆ เล็กจิ๋วที่จ่ออยู่ตรงหน้าฉัน ทำให้ฉันรู้สึกไม่เหลือค่าในทันที
ไม่รู้ผีบ้าซาตานอะไรเข้าสิงฉันนะ แต่ฉันตัดสินใจหยิบยาเม็ดนั้นบนฝ่ามือของแทนแล้วปามันทิ้งลงพื้นอย่างแรงทันที ก่อนเอาเท้ากระทืบซ้ำ --
'ไปลงนรกซะเถอะ!ฉันกรีดร้องในใจ - เขาตื่นขึ้นมา พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็จะให้ฉันกินยาบ้าๆ นี่ โดยไม่คิดแม้แต่จะแสดงความรับผิดชอบ หรือพูดคำว่า 'ขอโทษสักคำ! สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน -- แค่นี้ฉันก็พอเดาออกแล้วว่าเขาไม่ได้รู้สึกผิดเลยกับการที่ทำร้ายฉัน -- แต่กลับมาบังคับให้ฉันรีบๆ กินยาเวรนี่เพราะกลัวว่าฉันจะท้อง! เขาแค่หวาดกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบถ้าเผื่อพลาด เขาแค่ไม่ต้องการเห็นฉันได้เป็นแม่ของลูกเขา อย่างนั้นใช่มั้ย?!
'เออดี !'
ฉันกระทืบเม็ดยาซ้ำอีกหลายครั้งด้วยความแค้นใจ ทว่าไอ้สิ่งนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิด
แทนรีบวางแก้วน้ำลงและรีบเข้ามาห้ามฉันไว้ก่อนที่ฉันจะได้ขยี้มันจนแหลกเป็นผงคาฝ่าเท้า -- ฉันไม่เข้าใจเลยเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้ขาดสติไปได้ขนาดนี้ อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณหญิงในตัวทำให้ฉันปลดปล่อยความหึงออกมาอย่างไร้เหตุผลก็เป็นไปได้
แย่จริง! -- น้ำตาแห่งความอดสูใจกำลังไหลออกมาอีกแล้ว  -- ฉันร้องไห้อีกแล้ว
"ทำอะไรน่ะ!? -- เป็นบ้าอะไรขึ้นมาวะ ทำไมถึงต้องโยนมันทิ้ง!!" แทนที่กำลังหัวเสียจัด ตะคอกใส่ฉันเป็นชุด -- สีหน้าของเขาตอนนี้ทำให้ฉันปวดใจเหลือเกิน รู้สึกเหมือนเขากำลังยื่นมีดให้แล้วบอกให้ฉันแทงตัวเองให้ดูหน่อย ให้ตายสิ ฉันเคยเจ็บปวดเท่านี้มาก่อนหรือเปล่านะ
แทนสบถลมหายใจออกมา แล้วก้มลงหยิบยาเม็ดนั้นที่วางอยู่แทบปลายเท้าฉันขึ้นมาใหม่ -- เขาตะโกนสั่งฉันว่า "กิน!" พอฉันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเขาก็ขึ้นเสียงตะคอกใส่ฉันด้วยหน้าแดงก่ำทันทีว่า "กินเดี๋ยวนี้!" พยายามจะยัดยาใส่ในมือฉันให้ได้ แต่ฉันก็เหวี่ยงมันทิ้งอีก ยานั่นลอยหวือไปกระแทกผนังห้องครัวทันที -- พฤติกรรมของฉันทำให้แทนฉุนจนเกือบขาดสติ ทว่าเขายังพอควบคุมมันได้อยู่
แทนสูดลมเข้าปอดแล้วถอดใจยาวเฮือกใหญ่ ฟังจากน้ำเสียงนั้น ฉันรู้ว่าเขากำลังเหนื่อยกับความดื้อดึงของฉัน -- ฉันกำลังร้องฟูมฟายราวกับคนเสียสติ ขณะที่แทนหันหลังให้ฉันแล้วเดินตรงไปหยิบยาเม็ดนั้นขึ้นมาใหม่
"อลิซ อย่าดื้อดิ --" เขาดุฉันน้ำเสียงเร่งเร้า เมื่อเดินกลับมายืนอยู่ตรงหน้าฉันอีกครั้ง ฉันเบนหน้าหนีและยกฝ่ามือขึ้นปิดปาก เมื่อเขายกยาเข้ามาจ่อใกล้ๆ ปากของฉัน
"อลิซ! เลิกดื้อสักทีได้มั้ยวะ!" แทนส่งเสียงเร่ง เขาคงจะเริ่มหมดความอดทนกับฉันแล้ว จึงถือวิสาสะพุ่งเข้ามาดึงมือออกจากปากของฉัน "เธอต้องกิน! -- กินเข้าไปซะ! -- ฉันยังมีเรื่องต้องคุยกับเธออีกนะ"
"อื้อ --" แทนพยายามยัดยาเข้ามาในปากของฉัน พอเห็นว่าฉันพยายามเม้มปากต่อต้าน เขาก็ยกมืออีกข้างขึ้นบีบแก้มฉันเข้าหากันอย่างแรงเพื่อหวังให้ฉันเผยอริมฝีปากขึ้น - ฉันพยายามเบี่ยงหน้าหนี ทว่าไม่ได้ผล เพราะแรงของแทนเยอะกว่า
'ให้ตายสิ ฉันไม่ได้อยากดื้อเลยนะ ฉันไม่ได้ต้องการอะไรมากเลย ขอแค่ให้นายพูดกับฉันดีๆ และขอโทษฉันสักคำก่อนไม่ได้หรือไง แล้วฉันจะยอมนายทุกอย่าง จะให้ฉันคุกเข่าแทบเท้านาย หรือเป็นทาสนายฉันก็จะยอม'
ตอนนี้แทนดูเหมือนจะโกรธฉันเอามากๆ เขาตวาดฉันเสียงดังลั่นครัวทันที เมื่อเห็นว่าฉันยังแข็งขืนไม่ยอมอ้าปาก
"อลิซ! ทำไมพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้วะฮะ!?" แล้วฉันก็ถูกแทนเขย่าร่างอย่างแรงหลายครั้ง จนผ้าห่มผืนน้อยที่ห่อตัวเอาไว้เลื่อนหลุดลงไปกองอยู่แทบพื้น วูบหนึ่งฉันรู้สึกหนาวเยือกทันที แต่แทนไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้สนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ตอนเขาจู่โจมเข้ามาใกล้ฉันยิ่งขึ้นเพื่อเล่นงานฉันให้หนักขึ้น เท้าของเขาเหยียบลงไปบนมันด้วยซ้ำ
"เออดี --" แทนร้องอย่างมีชัยเมื่อเปิดปากของฉันให้อ้าออกได้ เขารีบยัดเม็ดยาเข้ามาในปากของฉันทันที "เร็วๆ -- รีบกลืนเข้าไป!"
"อื้อ --" ฉันพยายามส่ายหน้า เสียงสะอื้นที่ฉันบังคับให้มันหยุดไม่ได้กำลังทำให้ฉันแสบคอราวกับถูกก้อนหนามแหลมๆ ทิ่มตำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"บอกให้กลืนไงวะ! ชอบให้บังคับนักใช่มั้ย!?" แทนขึ้นเสียงดุดัน
ก่อนที่แก้มของฉันจะถูกบีบเข้าหากันหนักยิ่งกว่าเดิม และยาเม็ดนั้นถูกแทนพยายามส่งมันเข้ามาในปาก นิ้วเรียวยาวทั้งห้าของเขาที่กำลังล้วงเข้ามาแทบจะฉีกปากของฉันจนเกิดบาดแผล ปลายเล็บของแทนเกือบจะกระแทกโดยคอหอยของฉันอยู่แล้ว --
จากนั้นแทนพยายามกรอกน้ำตามเข้ามาในปากของฉันจนแก้มสองข้างแทบจะบวมเป่งเพราะไม่อาจฝืนกลืนมันลงไปได้ -- แทนไม่แยแสสักนิดว่าฉันกำลังจะสำลักน้ำออกทางจมูกอยู่แล้ว พร้อมกับความรู้สึกว่าใกล้จะตาย ---
"กลืนเข้าไปอลิซ! ห้ามคายออกมาเชียวนะ!" คนใจร้ายกำลังบงการฉัน
"---" ไม่มีสุ้มเสียงใดๆ สามารถเล็ดลอดผ่านริมฝีปากของฉันได้ เพราะแทนพยายามใช้ฝ่ามือของเขาปิดปากฉันไว้อย่างแน่นหนา เขาไม่สนสักนิดว่าฝ่ามือตัวเองกำลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดของฉัน!
ฉันไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปแล้วตอนนี้ ความป่าเถื่อนของแทนทำให้ต่อมความอดกลั้นของฉันระเบิด ฉันผลักหน้าอกเปลือยเปล่าของแทนอย่างแรงจนร่างของเขาเสียหลักเซถอยหลังไปไกลจากตัวฉัน ทันทีที่เป็นอิสระ ฉันก็พ่นเอายากับน้ำที่แทนบังคับให้ฉันกลืนลงไปออกมา พื้นรอบเท้าฉันจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ มีเม็ดยาที่ยังไม่ละลายลอยนิ่งอยู่ด้านบน
ทันทีที่เห็นฉันทำอย่างนี้ แทนฉุนขาดจนสติหลุด
เพียะ!!!
แก้มของฉันถูกแทนฟาดตบอย่างแรงจนหน้าหันไปด้านข้าง
"ยัยผู้หญิงหน้าด้าน!" แทนปลดปล่อยสัตว์ร้ายในตัวออกมาทันที ใบหน้าของเขาฉายแววเดือดดาลอย่างเต็มเปี่ยม "ฉันสั่งว่าให้เธอ กิน! คายออกมาทำห่*อะไรวะ!?" เขาพุ่งร่างกลับเข้ามาเขย่าไหล่ฉันไปมา ขณะที่ฉันกำลังไออย่างหนักเพื่อเอาน้ำที่เหลือค้างในปอดออกมา สภาพของฉันเริ่มเหมือนคนใกล้ตายเต็มที แต่แทนไม่แยแสเลย เขายังจะพยายามเล่นงานฉันต่อด้วยคำพูดหยาบๆ คายๆ ที่เขาคงเพิ่งนึกขึ้นได้
"อ้อ --" น้ำเสียงเหยียดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอของปีศาจร้ายตรงหน้าฉัน "เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้คงไม่ใช่ว่าเธอพยายามที่จะจับฉัน และตอนนี้ก็กำลังตั้งใจใช้มารยาล่อลวงฉันอยู่หรอกใช่มั้ย !?!"
ดวงตาของฉันเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ ฉันตวัดนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยของเหลวอุ่น ใสๆ ขึ้นสบตาแทน - คำพูดของเขาเล่นเอาฉันอึ้งตะลึงงัน รู้สึกช็อกจนตัวแข็งราวกับจู่ๆ มีกระสุนพุ่งเข้ามาเจาะทะลุตรงกลางกระหม่อมโดยไม่ทันได้ตั้งตัวรับ - ฉันกำลังสั่นจนพูดไม่ออก และพอเห็นว่าฉันเอาแต่เงียบ แทนคงเข้าใจผิดว่าการไม่ยอมส่งเสียงปฏิเสธเป็นการตอบรับหรือไงไม่รู้ เขาโกรธจนขาดสติขึ้นมาอีกครั้ง และตะโกนด่าฉันอย่างแรงว่า
"ยัยผู้หญิงสำส่อน!" ก่อนจะผลักฉันออกไปจากตัวเขา ราวกับเห็นฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยงและชวนคลื่นไส้ที่สุดในโลก
ท่าทีรังเกียจของเขาทำให้ฉันเริ่มโกรธพอกัน
"นายพูดหยั่งงี้ออกมาได้ยังไง้! ! !" ฉันกรีดเสียงร้องจนคอหอยแทบพัง รู้สึกปวดร้าวทรมาณจนแทบจะขาดใจตาย "ฮือๆๆ คนบ้า!" ฉันตะโกนใส่หน้าเขา "นายทำร้ายฉัน ย่ำยีฉันขนาดนี้ แต่นายกลับไม่คิดจะขอโทษหรือยอมรับผิดชอบอะไรเลย --"
คำว่า 'รับผิดชอบบังเอิญหลุดออกมาเองโดยที่ฉันไม่ได้ตั้งใจ
"นายมันใจร้ายเกินไปแล้ว! ! !" ฉันกรีดร้องต่อว่าเขาด้วยความเจ็บปวด ก่อนตรงเข้าผลักร่างเขาให้ถอยออกไปไกลๆ - ไม่มีอารมณ์จะสนแล้วว่าตัวเองกำลังล่อนจ้อนต่อหน้าเขา - ก็ตอนนี้ฉันจะยังมีอะไรเหลือให้อายให้หวงอีกล่ะ !?!
แทนไม่สะดุ้งสะเทือนต่อแรงผลักของฉันเลยแม้แต่นิด เขายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เดิมพลางถอนใจยาวออกมา -- แล้วจากนั้นเขาก็พูดขึ้นบ้างว่า
"แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง --"
"--"
"ฉันก็รับผิดชอบอยู่นี่ไง --" เขาพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง "ในแบบของฉันน่ะ"
คำพูดของเขาเล่นเอาฉันเจ็บราวกับถูกฉีกอก
'รับผิดชอบงั้นเหรอ ?! ! ไอ้การที่นายเอายาบ้าๆ นั่นมายัดใส่ปากฉัน เพราะหวาดกลัวว่าฉันจะได้เป็นแม่ของลูกนาย มันเรียกว่ารับผิดชอบตรงไหนกัน!! -- ไอ้คนขี้ขลาด!'
"ฮือๆๆ ---" ฉันอยากจะด่าเขาอย่างรุนแรง แต่กลับเปล่งออกมาได้แค่เสียงสะอื้นเท่านั้น
"หรือจะให้ฉันปล่อยเธอท้องป่องขึ้นมาฮะ -- มีเหตุผลมั่งสิ" คนใจร้ายกล่าวหาฉันด้วยเสียงเครียดๆ พร้อมกับก้าวขาพาร่างตัวเองเข้ามาหาฉัน "ฉันปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกนะ" เขาเอ่ยต่อเสียงเบา แววตาจริงจังเลื่อนลงมาสบตาฉันพร้อมกับฝ่ามือแข็งแกร่งของเขาบีบอยู่ที่ต้นแขนข้างซ้ายของฉัน
ใบหน้าของแทนที่เลื่อนเข้ามาใกล้ฉันยิ่งขึ้นจนเส้นผมฟูยุ่งซึ่งเสริมให้เค้าหน้าของเขาดูหล่อระเบิดระเบ้อกำลังทำเอาใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ
"เธอก็รู้ใช่มั้ยว่า ---" แทนพูดขึ้นอีกครั้ง "ฉันไม่ได้รักเธอ"
"--!!"
"ฉันไม่ได้รักเธอ" แทนย้ำคำหนักแน่น ฝ่ามือหนักๆ บีบเน้นลงมาที่ต้นแขนฉัน "เข้าใจมั้ยว่าฉันไม่ได้รักเธอ!"
'จะย้ำทำบ้าอะไรนักหนาวะฮะ!?!'
เขากำลังทำฉันขาดสติ
"แต่ฉันรักนายนะ!" ฉันระเบิดความในใจออกไปทันที พร้อมกับระเบิดน้ำตาออกมาอีกระรอกใหญ่ "ฉันรักนาย ---"
คำพูดของฉันทำเอาแทนชะงักตัวแข็งนิ่งไปเลย -- ฉันเอื้อมมือเข้าไปกุมมืออีกข้างของแทนไว้แน่น ราวกับฉันคิดว่าความรู้สึกของฉันจะสามารถส่งผ่านไปยังเขาได้ทางฝ่ามือคู่นี้ ในใจฉันภาวนาซ้ำไปซ้ำมาว่า 'กอดฉันสิ กอดฉันสิแทน กอดฉันสิ!แต่แทนที่แทนจะทำอย่างที่ฉันหวัง เขากลับทำลายความหวังของฉันลงด้วยการปัดมือฉันออกและรีบก้าวถอยหลังออกไปยืนห่างๆ ตัวฉัน ราวกับเขาเห็นฉันเพิ่งกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดยังไงยังงั้น
"พูดบ้าอะไรของเธอวะ ---?" แทนร้องถามฉันซ้ำด้วยสีหน้าอึ้งๆ
ฉันรู้สึกว่าสมองกำลังมึนไปหมด แต่ฉันก็ยังพูดออกไปอีกว่า "แสดงว่าเมื่อวานตอนที่ฉันบอกว่าฉันรักนาย นายไม่รู้ตัวเองเลยสินะ --" แทนเงียบและทำหน้างง ฉันเลยถามเขาต่อว่า "นายเมาจนจำอะไรไม่ได้เลยใช่มั้ย ---?" เสียงของฉันเริ่มสั่น
แทนตีสีหน้าอึ้งอีกรอบ "เธอพูดห่*อะไรอยู่วะเนี่ย --?" เขาสบถออกมาในที่สุด แววตาตระหนกตกใจกับคำถามของฉัน -- ฉันคิดว่าคงไม่มีอะไรทำให้ฉันเจ็บปวดใจไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
"ฉันบอกว่าฉันรักนาย!" ฉันตะโกนออกไปด้วยความเจ็บปวดทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวใจ พยายามที่จะตรงเข้าไปหาเขา ทว่าเขากลับรีบก้าวเท้าถอยห่างจากฉัน
"แต่ฉันไม่ได้ชอบเธอ!"
เท้าฉันชะงักกึกทันทีที่ได้ยินสิ่งซึ่งแทนเพิ่งโพล่งออกมา ใบหน้าที่ชื้นเหงื่อของเขาดูขาวซีด คงกำลังทั้งงง สับสนและตกใจปนๆ กัน
"ฉันไม่ได้รักเธอ --" แทนปลดปล่อยคำพูดร้ายกาจออกมากรีดหัวใจฉันซ้ำอีกครั้ง - เขาคงจะเห็นใจว่าฉันอยู่ในสภาพทุกข์ทรมาณมากพอแล้วจึงพูดต่อด้วยเสียงที่อ่อนโยนลงว่า "ฉันรักคนอื่น เธอก็รู้นี่ ---"
สิ้นเสียงของแทน ร่างอันเปลือยเปล่าของฉันทรุดฮวบลงแทบเท้าเขา ร่วงจมลงไปในกองผ้าห่มเปื้อนน้ำและยาคุมฉุกเฉิน ราวกับอยู่ๆ เรี่ยวแรงฉันก็พลันหายไปดื้อๆ ผมเผ้าชื้นเหงื่อของฉันยุ่งเหยิงปรกหน้าปรกตาไปหมด สภาพคงน่าเวทนายิ่งนัก

โรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) (First)

          ว่ากันที่จริง การ นอนไม่หลับ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดานะคะ ที่คนเราจะมีอาการ 
นอนไม่หลับเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในชีวิต แต่ในบางคนอาการ นอนไม่หลับ กลับมีอาการรุนแรงและยาวนาน จนเข้าขั้นเป็น "โรคนอนไม่หลับ" ขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก 

          เมื่อพูดถึงโรค นอนไม่หลับ หลายๆ คนมักจะคิดไปว่าเกี่ยวข้องกับความเครียดหรือการคิดมาก ทำให้ไม่กล้าที่จะปริปากบอกผู้อื่นหรือคนใกล้ชิดว่าตนเองกำลังมีปัญหาเรื่อง นอนไม่หลับอยู่ เพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ ที่จริงแล้ว สาเหตุของโรค นอนไม่หลับ นั้นมีมากมายหลายอย่าง ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะสาเหตุจากความเครียดเท่านั้นหรอกนะคะ

          อาการ นอนไม่หลับ เองก็มีหลายรูปแบบ ไล่มาตั้งแต่เข้านอนแล้วหลับยาก หรือตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือตื่นเช้ามืดกว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือหลับๆ ตื่นๆ

          ทั้งผู้ที่ นอนไม่หลับ หรือหลับได้ไม่เพียงพอ มักจะมีอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน สมองไม่ปลอดโปร่ง อาจหงุดหงิด อาจง่วงซึม หรือหลับมากในตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการเรียน ในการทำงานมักจะลดลง นอกจากนี้อาจมีอาการของโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการ นอนไม่หลับด้วย เช่น ตอนกลางคืนนอนกรนเสียงดัง หรืออาจหยุดหายใจเป็นพักๆ หรืออาจมีอาการของโรคซึมเศร้า คือรู้สึกซึมเศร้า เบื่อหน่าย  ท้อแท้ หดหู่ เบื่ออาหาร เบื่อชีวิต คิดอยากตาย

          โดยทั่วไปแล้วเราพอจะสรุปถึงสาเหตุของโรค นอนไม่หลับ ได้อย่างง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

          1. เป็นความผิดปกติในตัวคนนั้นเอง เช่น เคย นอนไม่หลับ อยู่ช่วงหนึ่ง  ต่อมาจะกังวลว่าคืนนี้จะหลับหรือไม่หลับ ทำให้ นอนไม่หลับ หรือมีอาการ นอนไม่หลับ ขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่พบ หรืออาจสัมพันธ์กับการนอนกรนบางอย่างได้  

          2. เป็นจากความผิดปกติภายนอก เช่น เกิดเรื่องราวทำให้เครียด สภาพแวดล้อม ในการนอนไม่ดี หรือเกี่ยวข้องกับการติดยาหรือสารบางอย่าง เช่น เหล้า หรือยานอนหลับ เป็นต้น

          3. เป็นอาการหนึ่งของโรคทางจิตเวชหรือโรคทางกาย เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ที่มีอาการท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต เบื่ออาหาร ความจำไม่ค่อยดี อ่อนเพลียร่วมด้วย โรคถุงลมโป่งพองหรือโรคสมองเสื่อม เป็นต้น

          ส่วนประเภทของโรค นอนไม่หลับ นั้น เราแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ค่ะ

          ก. การนอนไม่หลับ แบบชั่วคราว : ลักษณะนี้หมายถึง นอนไม่หลับ ติดต่อกันเป็นหลายวัน แต่ไม่ถึงหลายสัปดาห์ คนไม่น้อยอาจจะเคยประสบกับปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความเครียดหรือความกังวลใจต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่น ทะเลาะกับเพื่อนหรือแฟน, มีปัญหากับที่ทำงานหรือใกล้ๆ วันสอบหรือวันที่ต้องมีธุระสำคัญ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน หรือในบางรายอาจต้องใช้ยานอนหลับช่วยในระยะสั้นๆ พออาการดีขึ้นก็หยุดยาได้

          ข. การนอนไม่หลับ แบบระยะต่อเนื่อง : หมายถึง อาการ นอนไม่หลับ ที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายหรือดีขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากความเครียดหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดนั้นยังไม่คลี่คลาย เช่น การ ตกงาน, ปัญหาเศรษฐกิจเงินทอง รวมถึงปัญหาครอบครัว โดยทั่วไปถ้าปัญหาต่างๆ ได้รับการคลี่คลาย การนอนหลับก็มักจะกลับมาเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ว่า มีแนวทางอย่างไรที่จะช่วยปัญหาการนอนหลับของตน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ดังในกลุ่มถัดไป

          ค. การนอนไม่หลับ แบบเรื้อรัง: คนกลุ่มนี้จะมีปัญหาในการ นอนไม่หลับ อย่างต่อเนื่องเกือบทุกคืน ติดต่อกันหลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการก็จะเริ่มซับซ้อนมากขึ้น ไม่ตรงไปตรงมาเพียงแค่ว่าเครียดแล้ว นอนไม่หลับ หลายครั้งที่ความเครียดได้เบาบางหรือหายไปหมดแล้ว แต่อาการ นอนไม่หลับ กลับยังดำเนินอยู่ต่อ บางคนใจจดใจจ่อตลอดเวลาว่าคืนนี้จะหลับหรือไม่หลับ ถ้าไม่หลับแล้วพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะทำงานได้อย่างแจ่มใสหรือไม่ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวการนอน ไม่กล้าที่จะนอน เลยทำให้แทนที่เวลานอนจะเป็นเวลาที่ให้ความสุข กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความทุกข์และทรมาน  

          นอกจากนี้แล้วยังพบได้อยู่เรื่อยๆ ว่า สาเหตุทางร่างกายบางอย่างก็เป็นต้นเหตุทำให้ นอนไม่หลับ เรื้อรังได้ เช่น การหายใจผิดปกติขณะหลับ, กล้ามเนื้อขากระตุกเป็นพักๆ ระหว่างนอน, อาการปวดหรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคปอด เป็นต้น

          ทั่วๆ ไปนั้น คนที่มีอาการ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่เต็มอิ่มอย่างต่อเนื่อง 2-3 ขึ้นไป ก็มักรู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ และหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาปรึกษาแพทย์ 

          หลายครั้งเหมือนกัน ที่ปัญหาการ นอนไม่หลับ สามารถดีขึ้นได้ เพียงแค่ได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของการนอน หรือเพียงแต่แค่ปรับเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม หรือทัศนคติบางอย่างที่มีต่อการนอนหลับ แต่ในบางครั้งแพทย์อาจจะใช้ยาบางอย่าง เพื่อช่วยทำให้ปัญหาการนอนนั้นดีขึ้น หรืออาจจะต้องส่งตรวจเพื่อประเมินสภาพการนอนหลับให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น โดยใช้ห้องปฏิบัติการการนอนหลับ เป็นต้น

          เมื่อพูดถึงการรักษา หลายคนจะคิดถึงการใช้ยานอนหลับ และในบางคนจะมีความรู้สึกกลัวการใช้ยานอนหลับ กลัวจะติดยา หยุดยาไม่ได้ กลัวว่ายาอาจไปทำลายสมองบ้าง เป็นต้น ทำให้ไม่กล้าและไม่อยากที่จะรักษา แต่จริงๆ แล้วยาที่ใช้รักษาโรค นอนไม่หลับ นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นยานอนหลับแต่เพียงอย่างเดียว และถึงแม้จะต้องมีการใช้ยานอนหลับร่วมด้วย ผลของการใช้ยาก็ไม่น่ากลัว เหมือนกับที่บางคนคิด โดยเฉพาะถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์


การรักษาอาการ นอนไม่หลับ อย่างแท้จริงนั้น   

          1. เราจะต้องค้นหาสาเหตุ และกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับก่อน ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย หรือโรคทางจิตเวช ก็ต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ดีขึ้น อาจใช้ยาช่วยให้นอนหลับในช่วงเริ่มต้น และใช้ยาเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เมื่อความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือความเจ็บป่วยทางจิตเวชดีขึ้น อาการ นอนไม่หลับ ก็จะหมดไป และสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

          2. ปฏิบัติตนตามสุขลักษณะการนอนที่ดี ได้แก่ จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวหรือเย็นเกินไป ไม่ให้มีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศที่สงบเงียบ หรืออาจมีเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ เป็นต้น

          ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น ไม่ใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร เล่นเกมส์ต่างๆ

          การดื่มนมอุ่นๆ 1 แก้ว หรือรับประทานกล้วย 1 ผล ก็อาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น

          หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมอง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมโคล่า เครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ ในตอนบ่าย ตอนเย็น หรือช่วงก่อนนอน

          หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งรวมถึง เหล้า เบียร์ ไวน์ อย่างต่อเนื่องทุกวัน  เพราะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทได้ในกรณีที่ดื่มติดต่อกันนานๆ เพราะถึงแม้ว่าแอลกอฮอล์จะช่วยให้การนอนหลับง่ายขึ้นบ้าง แต่การใช้อย่างต่อเนื่องจะรบกวนต่อการนอนหลับในที่สุด

          การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในตอนเย็นหรือก่อนนอน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนเช้า สัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 20-30 นาที จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น และหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดต่างๆ ด้วย วิธีนี้จะช่วยให้วงจรการหลับ-การตื่นของคนเราให้ทำงานได้ดี ไม่เกิดปัญหา

          หลีกเลี่ยงการดูภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่ตื่นเต้นในช่วงก่อนเข้านอน พยายามไม่ดื่มน้ำมากๆ ในตอนเย็น เพื่อไม่ต้องลุกไปปัสสาวะตอนกลางคืน

          คนที่โกรธหรือหงุดหงิดเพราะตัวเอง นอนไม่หลับ นั้น ไม่ควรที่จะข่มตาตัวเองให้หลับอีกต่อไป แต่ควรลุกขึ้นมาเปิดไฟ ออกจากห้องนอน หาอะไรอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือธรรมะสักเล่ม ไม่ควรทำอะไรที่ทำให้ตาสว่างมาก เมื่อรู้สึกง่วงจึงกลับไปนอน ถ้ารู้สึกว่าตัวเองตื่นมากลางดึกแล้วคอยจะดูเวลาอยู่เรื่อย ให้เก็บนาฬิกาไว้ที่อื่น

          3. ยาช่วยให้นอนหลับ ควรรับประทานเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 2-6 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ติดยา หรือต้องพึ่งยาตลอดไป

          ยาช่วยให้นอนหลับหรือยานอนหลับ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการ นอนไม่หลับ ที่เป็นแบบชั่วคราว หรือเพิ่งมีอาการมาไม่นาน เช่น ไม่เกิน 2-4 สัปดาห์ ให้นอนหลับได้ดี และช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นเร็ว และสามารถหยุดใช้ยานอนหลับได้เร็ว ข้อควรระวังก็คือไม่ควรใช้ยานอนหลับต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา ติดยา และอาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม หรือความจำถดถอยลงได้

กินอะไรช่วยให้นอนหลับ

          สารอาหารที่เกี่ยวข้องและช่วยลดปัญหาการ นอนไม่หลับ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม แมกนีเซียม และทริปโตแฟน

          วิตามินบี การขาดวิตามินในกลุ่มบี เช่น ขาดไนอะซินและวิตามินบี 6 อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ได้ หากสาเหตุกา นอนไม่หลับ เนื่องมาจากการขาดวิตามินดังกล่าว การเสริมวิตามินเหล่านี้ก็จะช่วยแก้ไขได้

          วิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสร้างสารเซโรโทนินในสมอง สารตัวนี้ช่วยควบคุมอารมณ์และการนอนหลับ ผู้ที่ได้รับวิตามินบี 6 จากอาหารไม่เพียงพอ อาจมีอาการ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า หงุดหงิด

          วิตามินบี 12 การเสริมวิตามินตัวนี้ช่วยให้อาการ นอนไม่หลับ เรื้อรังดีขึ้น แต่เมื่อหยุดเสริม อาการจะกลับมาอีก แต่การเสริมวิตามินบี 12 เพื่อแก้ไขอาการนอนไม่หลับอาจต้องเสริมในปริมาณสูง ดังนั้นจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

          นอกจากนี้มีหลักฐานการวิจัยว่า การรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 และ กรดโฟลิกช่วยให้นอนหลับดีขึ้นในบางคนเท่านั้น

          แร่ธาตุ บางชนิดมีผลทางอ้อมต่อการนอนหลับ เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม แร่ธาตุทั้งสองจะทำงานร่วมกัน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การขาดแร่ธาตุหนึ่งในสองตัวนี้จะทำให้เกิดตะคริวและรบกวนการทำงานของเส้นประสาท มีผลทำให้นอนไม่หลับ อาหารที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูงจะช่วยให้อาการดีขึ้น

          นอกจากแร่ธาตุทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้ว สารอาหารทองแดงและธาตุเหล็กก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ถ้าขาดทองแดงจะทำให้หลับช้า แต่หลับนานขึ้น และมีความรู้สึกเหมือนนอนไม่อิ่ม ส่วนการขาดธาตุเหล็กทำให้นอนเร็วขึ้น นอนนานขึ้น แต่ตื่นกลางดึกบ่อยขึ้น

          ทริปโตแฟน เป็นกรดอมิโนที่ถูกนำมาสร้างสารเซโรโทนินในร่างกาย ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของสารเมลาโทนินซึ่งมีผลต่ออารมณ์และการนอนหลับ นักวิจัยพบว่า การเสริมสารทริปโตแฟนช่วยเพิ่มระดับโซโรโทนินและทำให้นอนหลับเร็วขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ และยังทำให้หลับสนิทด้วย 

อาหารที่ช่วยให้นอนหลับ

          1. เครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน ประเภทมอลต์สกัด เช่น โอวัลติน หรือ ไมโล (ไม่ต้องหวาน)

          2. เครื่องดื่มชาสมุนไพรต่าง เช่น แคโมไมล์ ไลม์บลอสซัม วาเลอเรียน มะตูม เก๊กฮวย เป็นต้น (ยกเว้นในผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะบ่อย อาจทำให้ปวดปัสสาวะกลางดึก ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ แล้วนอนต่อไม่หลับได้ง่ายๆ)

          3. นมชนิดหวานทำให้หลับได้ง่าย เพราะน้ำตาลจะช่วยทำให้เซลล์สมองดูดซึมกรดอะมิโน ทริปโตฟาน จากกระแสโลหิต ให้เปลี่ยนเป็น เซโรโทนินเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย (แต่น้ำตาลก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ต้องชั่งใจดู)

          4. อาหารจำพวกแป้ง โดยแป้งมีฤทธิ์คล้ายยาระงับความวิตกกังงล หรือทำให้กลูโคสในกระแสเลือดสูงขึ้น กระตุ้นการหลั่ง Serotonin (แต่ก็เพิ่มน้ำหนักตัวด้วยเหมือนกัน)

          5. น้ำผึ้ง ซึ่งเคยใช้เป็นยาระงับประสาทอ่อนๆ มานานแล้ว โดยชงผสมน้ำผึ้งเล็กน้อยในนมอุ่นๆ หรือ ชาสมุนไพร 

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เตือนภัย : 5 อันตรายที่อาจมากับ facebook

ถ้าหากพูดถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน "Facebook" ถือว่าเป็นเครือข่ายสังคมบนโลกเสมือนจริงที่มีคนนิยมใช้มากเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการ การอัพเดทสถานะปัจจุบัน และการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนสนิทที่อยู่บนเครือข่ายดังกล่าวได้รับรู้ ถือว่าเป็นเครือข่ายสังคมบนโลกเสมือนจริงที่มีคนนิยมใช้มากเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการ การอัพเดทสถานะปัจจุบัน และการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนสนิทที่อยู่บนเครือข่ายดังกล่าวได้รับรู้
เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : 5 อันตรายที่อาจมากับ facebook
     ... ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดตรูป ข้อความ และลิงค์ต่างๆ เราก็สามารถทำได้ภายในเวลาอันจำกัด คุณสมบัตินี้สามารถตอบสนองความต้องการในด้านการสื่อสารของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
     แต่ภายใต้ความสะดวกสบายในการสื่อสารนี้ น้องๆ ทราบรึเปล่าคะว่าบางครั้งการสื่อสารภายใต้โลกเสมือนจริงบนเครือข่ายออนไลน์อาจจะมีอันตรายซ่อนอยู่ก็ได้ ... โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ DNA ได้นำเสนอ ข้อเตือนใจจากโจน กู๊ดไชลด์ (Joan Godchild บรรณาธิการอาวุโสของ CSO (Chief Security Officer) ออนไลน์ เกี่ยวกับอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ว่า 
เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : 5 อันตรายที่อาจมากับ facebook  

     1. ข้อมูลที่อยู่ใน Facebook ของเราอาจกำลังถูกแบ่งปันไปยังบุคคลที่ 3 ได้ ... เนื่องจากหากเราไม่ได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเอาไว้ ข้อมูลเช่น บันทึกข้อความ รูปภาพ หรือลิงค์ต่างๆ อาจถูกแบ่งปันไปยังบุคคลแปลกหน้าได้
     2. การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวจะคืนกลับสู่โหมดปกติซึ่งมีความปลอดภัยน้อยหลังจากมีการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ทุกครั้ง ... เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ใช้ Facebook หลายคนยังไม่ทราบ ดังนั้นเพื่อป้องกันบุคคลไม่พึงประสงค์เข้ามาดูข้อมูลใน Facebookของเรา เราควรเช็คระบบการตั้งค่าความปลอดภัยทุกครั้งที่มีการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่
     3. อาจจะมีมัลแวร์ซ่อนอยู่ ... มัลแวร์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยมีเจตนามุ่งร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะโดยนักพัฒนามัลแวร์อาศัยช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ และช่องทางการสื่อสารต่างๆ มาพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถเจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวได้ โดยผู้ไม่หวังดีอาจนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือก่อความเดือดร้อนได้ 
     4. เพื่อนของเราอาจไม่รู้ว่ากำลังทำให้เราไม่ปลอดภัย ... เนื่องจากเพื่อนในเครือข่ายอาจมีการแบ่งปันข้อมูลของเราไปไว้ที่เครือข่ายของตัวเองซึ่งเป็นข้อมูลที่เราอาจจะไม่อยากเผยแพร่ให้ผู้ที่ไม่รู้จักได้เห็น
     5. ผู้ไม่หวังดีอาจกำลังสร้างประวัติอันเป็นเท็จ ... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมักจะถูกขโมยประวัติ รูปภาพ เพื่อไปใช้แอบอ้างในการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง หรือแอบอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ
     ... เทคโนโลยีก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่ให้ทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ได้ในเวลาเดียวกันพี่เหมี่ยวว่าทางที่ดีที่สุดคือ เราจะต้องรู้เท่าทัน รู้จักใช้วิจารณญาณและรู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริงของการใช้เทคโนโลยีชนิดต่างๆ เพื่อที่เราจะได้รู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยนะคะ

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : 5 อันตรายที่อาจมากับ facebook

เด็กดีดอทคอม :: เตือนภัย : 5 อันตรายที่อาจมากับ facebook

 
ข้อมูลอ้างอิง : http://www.tamdee.net
ภาพประกอบ : chicministry.com
 

รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน ประวัติอาเซียน10ประเทศ

ประเทศอาเซียน

ในสภาวะแห่งยุคทุนนิยม ที่เศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศต่าง ๆ นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคมโลก ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายได้ จึงต้องมีการรวมตัวกันของประเทศในแต่ละภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมและพัฒนาประเทศในภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน จึงได้มีข้อตกลงให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)
 
          แต่ก่อนที่เราจะมาดูเนื้อหาสาระของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนนี้ เราจะมาย้อนดูกันรวมตัวกันของประเทศในอาเซียนว่ามีการรวมตัวกันได้อย่างไร จนมาเป็นอาเซียนในปัจจุบัน

          โดยอาเซียนหรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (ASEAN : The Association of South East Asian Nations) ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่อมาในปีพ.ศ.2527 บรูไน ดารุสซาลาม ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ตามด้วยเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2538  ขณะที่พม่าและลาวเข้ามาเป็นสมาชิกใน พ.ศ.2540 และประเทศสุดท้ายคือกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อ พ.ศ. 2542  ปัจจุบันอาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ
 
 รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน 


บรูไน


1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) 

          ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" มีเมือง "บันดาร์เสรีเบกาวัน"เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลของประเทศบรูไนได้ที่นี่ 


กัมพูชา

2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

          เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้

           อ่านข้อมูลประเทศกัมพูชา ได้ที่นี่ 


อินโดนีเซีย


3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

          เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศอินโดนีเซีย ได้ที่นี่ 


ลาว

4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)

          เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ 

           อ่านข้อมูลประเทศลาว ได้ที่นี่ 


มาเลเซีย


5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

          เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศมาเลเซีย ได้ที่นี่ 

ฟิลิปปินส์


6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

          เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศฟิลิปปินส์ ได้ที่นี่ 


สิงคโปร์


7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore)

          เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)

           อ่านข้อมูลประเทศสิงคโปร์ ได้ที่นี่ 


ประเทศไทย


8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

          เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

           อ่านข้อมูลประเทศไทย ได้ที่นี่ 


เวียดนาม

9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)

          เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ.ศ.2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ 

           อ่านข้อมูลประเทศเวียดนาม ได้ที่นี่ 


ประเทศพม่า


10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

          มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ 

           อ่านข้อมูลประเทศพม่า ได้ที่นี่ 



ประเทศอาเซียน

          ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เกิดความร่วมมือ รวมทั้งมีการวางกรอบความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข็มแข็ง รวมถึงความมั่นคงของประเทศสมาชิกทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนได้วางแนวทางก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญคือ  "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม" (One Vision, One Identity, One Community) โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political Security Community : APSC)  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)
 
          โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา ดังต่อไปนี้
 
           1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง

           2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย

                มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020

                ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)

                 ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน

                ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
    
          กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
 

ความร่วมมือ


           3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

          สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน